ร้านขายยาโพธิ์เงินโอสถ
ประวัติความเป็นมาของร้านยา “โพธิ์เงินโอสถ”
คุณปัญญา หลานของก๋งจู๋ และเป็นลูกชายของพ่อทองอ่อน ได้เล่าประวัติของร้านว่า... ก๋งจู๋ เป็นคนจีน ที่มาเกิดที่ประเทศไทย เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๑๙ และได้เสียชีวิตตอนอายุ ๗๗ ปี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ หลังจากเปิดร้านยามากว่า ๒๐ ปี ก๋งจู๋ มีลูกคนสุดท้อง ชื่อ ทองอ่อน มีภรรยา ชื่อทองดี พ่อทองอ่อน เป็นพ่อของคุณปัญญาผู้เล่า พ่อทองอ่อนช่วยงานที่ร้านยากับก๋งจู๋ จุดเริ่มต้นของร้าน เดิมก๋งจู๋กับลูกๆ เดิมอยู่ที่พระประแดง มีอยู่ช่วงหนึ่งท่านไม่สบายมีคนมารักษาท่านด้วยยาไทยแล้วมีอาการดีขึ้น จึงเกิดความศรัทธาในยาไทย ซึ่งในช่วงนั้นมีท่านสวน ในสวนมีสมุนไพรอยู่บ้าง ท่านคงได้ค้นคว้าและเรียนรู้กับหลายๆคนอยู่และได้ย้ายบ้านมาที่ตลาดพลู การเรียนรู้ของก๋งจู๋เริ่มจากความรู้ของหลายๆคนด้วย จึงเปิดเป็นร้านขายยาที่ตลาดพลู เดิมที่เก่าไฟไหม้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ จึงย้ายมาอีก ที่นี้ห่างจากที่เก่าไม่เกิน ๕๐ เมตรจากร้านเก่า
ก๋งจู๋ คือหนึ่งในผู้สืบทอดศาสตร์การแพทย์แผนไทย และร้านยาสมุนไพรไทยชื่อดังอันดับต้นๆ ในแผ่นดินไทยย่านตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยใช้ชื่อร้านว่า โพธิ์เงินโอสถ ซึ่งมีเครื่องหมายการค้า ตรานางกินนร ที่ถือว่าเก่าแก่ในประเทศไทยที่ดำเนินกิจการมาในพื้นแผ่นดินไทย จนกระทั่งท่านจากไป พ่อทองอ่อนรับช่วงต่ออีกไม่นาน หลังจากนั้น พ่อทองอ่อน เสียตอนอายุ ๔๕ ปี พี่สาวของคุณปัญญาจึงรับช่วงต่อจากพ่อทองอ่อน โดยคุณปัญญาพอได้ช่วยบ้าง ในช่วงที่พี่สาวทำต่อ ตำรายาจากลูกค้าที่มาสั่งยานั้น ลูกค้าจะเอาตำรามา บางที่ตำราเก่าแล้วพี่สาวก็จดไว้เพื่อหาตัวยา แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นยาแก้อะไร สมุนไพรที่ร้านมีมากมาย มากกว่า ๖๐๐ ชนิด ที่ใช้เป็นประจำ เป็นยาจำพวกโกฐ เทียน สมอ เบญจกูล เกสรทั้งห้า และพวกยาบำรุงกำลังต่างๆ ยาตำรับส่วนมากที่ใช้เป็น ยาหอม มียาสำเร็จที่ทำไว้เองในร้านเป็นเม็ดและเป็นยาผง เช่น ยาหอมชนิดเม็ด ยากวาดแสงหมึก ที่ร้านเคยมีกวาดยาทั้งเด็กและทั้งผู้ใหญ่ หลังจากราคาสมุนไพรแพงขึ้น และไม่มีผู้สืบทอดต่ออย่างจริงจัง จึงต้องเลิกกิจการไป
จุดเด่นของร้านขายยาโพธิ์เงินโอสถ
- เป็นร้านเก่าแก่ เปิดมานาน เป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำได้
- มีเครื่องยาครบ
- มีความซื่อสัตย์ ถ้าตัวยาใดที่ไม่มีตามที่ลูกค้าต้องการก็บอกว่าไม่มีตัวยา
กิจการได้เลิกเนื่องจากพี่สาวเสียชีวิต ไม่มีใครดำเนินกิจการต่อ หลังจากนั้นปล่อยไว้นานจึงคิดว่าควรจะต้องทำอะไรดี นึกถึงโรงพยาบาลเจ้าพระอภัยภูเบศร จึงหาทางติดต่อไปที่ทางโรงพยาบาล และได้บริจาคตู้ยาของทางร้านมาไว้ที่ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อให้ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ใช้ในการรักษาผู้ป่วยต่อไป
